หน้าแรก
สินค้า
วิธีการสั่งซื้อ&ชำระเงิน
เว็บบอร์ด
บทความ
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา
สถิติเว็บไซต์
วันที่เปิดเว็บไซต์ 31/03/2016
อัพเดทล่าสุด 23/06/2016
ผู้ชมทั้งหมด 1,718
Pageview 2
เมนู
หน้าแรก
สินค้า
วิธีการสั่งซื้อ&ชำระเงิน
เว็บบอร์ด
บทความ
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา

มะเร็ง ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ตั้งแต่เล็กจนโต เรามีทัศนคติที่ไม่ดีมากมายเกี่ยวกับโรคมะเร็ง บางคนคิดว่ามะเร็งเป็นโรคที่ใครเป็นแล้วจะต้องเสียชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น หากทราบข่าวว่าใครเป็นโรคมะเร็ง ก็จะมีการแสดงความเห็นอกเห็นใจและสงสารห่วงใยผู้ที่เป็นโรคมะเร็งขึ้นมาทันที นอกจากนั้น ความหมายของโรคมะเร็งก็คือ “เนื้อร้าย” จะต้องรีบกำจัดเจ้าเนื้อร้ายดังกล่าวออกไปให้พ้นๆ เสีย

หลายคนจึงรู้สึกกลัวโรคมะเร็ง ไม่อยากเป็น และไม่อยากให้คนที่รักเป็นมะเร็งด้วยเหตุผลทั้งปวง แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้ร้ายกาจกว่าโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ มีจำนวนผู้ที่รอดชีวิตจากโรคมะเร็งมากอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันนี้ วิทยาการทางการแพทย์ด้านการรักษาโรคมะเร็งยังก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
 

 
ตรวจพบเร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว
ศ.นพ.พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและโรคมะเร็ง ประจำศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือ SiPH กล่าวว่า “ปัจจุบันนั้นโรคมะเร็งส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้ แต่โอกาสหายขึ้นอยู่กับความรุนแรง และลักษณะการเจริญเติบโตของมะเร็งที่พบ ในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นทวีปยุโรปและอเมริกา มีผลสำรวจว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลดลง เนื่องจากวิทยาการรักษาโรคมะเร็งที่ทันสมัย บวกกับความก้าวหน้าของเครื่องมือคัดกรองโรคมะเร็งต่างๆ ทำให้ตรวจพบการก่อตัวที่ผิดปกติของเซลล์เร็วขึ้น ก่อนเซล์จะผิดรูปกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้โอกาสในการรักษามีมากขึ้นตามไปด้วย”

สิ่งที่สำรวจพบนี้ตรงข้ามกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ที่พบว่าผู้ป่วยมะเร็งยังคงมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดย ศ.นพ.พิทยภูมิ ให้เหตุผลว่า สาเหตุนั้นมาจากวิทยาการและความทันสมัยของเครื่องมือแพทย์ยังด้อยกว่า ดังนั้นการตรวจพบเซลล์มะเร็งจึงช้ากว่า พบเมื่อเซล์ผิดรูปนั้นก็ได้กลายเป็นเนื้อร้ายไปแล้ว การรักษาเมื่อเกิดการลุกลามแล้วจึงยากกว่าการรักษาแต่ต้น โอกาสหายเป็นปกติจึงน้อยลง แนวทางที่จะรอดจากมะเร็งก็คือ “ลด” การเกิดด้วยการ “ค้นหา” ให้พบเร็วที่สุด เพื่อหาวิธีรักษาให้หาย นี่คือความหวังในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งนั่นเอง
                 
ศ.นพ.พิทยภูมิ เสริมอีกว่า ข่าวดีสำหรับประเทศไทยคือ ปัจจุบันมีศูนย์มะเร็งเกิดขึ้นมากมายในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการในการรักษาโรคมะเร็งของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยศูนย์มะเร็ง SiPH ก็ถือเป็นอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีความพร้อมทั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษา และมีความครบถ้วนทั้งองค์ความรู้ของแพทย์และบุคลากรหลายสาขา ซึ่งมีการวางแผนการรักษาร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Multidisciplinary Care” และยังโดดเด่นด้วยความเป็นสถาบันที่รวมแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งสั่งสมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของการเป็นโรงเรียนแพทย์จากรุ่นสู่รุ่น จึงมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งครบทุกสาขาในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีความหลากหลายกว่า 200 ชนิด
               
ยิ่งไปกว่านั้น พบว่าปัจจุบันความเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนจากการรักษานั้นลดลง เนื่องจากความก้าวหน้าในการผ่าตัด รวมทั้งความเชี่ยวชาญของวิสัญญีแพทย์ ทำให้โอกาสในการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ดีขึ้น โดยวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีนั้นมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การผ่าตัด การรักษาด้วยการให้ยา และการฉายรังสี ยกตัวอย่าง เช่น การผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยหุ่นยนต์ (ดาวินชี) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาดีเยี่ยม โดยช่วยให้แผลผ่าตัดเล็กลง เสียเลือดน้อยลง และสามารถเก็บรักษาปลายประสาทไว้ได้มากกว่าวิธีผ่าตัดแบบเดิม ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันวิวัฒนาการทางด้านยาก็มีวิธีการใหม่ คือ การใช้ยาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) ที่ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติในร่างกายเช่นเดียวกับการฉายรังสี ที่สามารถฉายให้ตรงเฉพาะเป้าหมาย (ก้อนมะเร็ง) โดยไม่ทำลายเซลล์รอบข้าง รวมทั้งสามารถฉายอวัยวะที่มีความเคลื่อนไหว เช่น ปอด ตับ ขณะที่ผู้ป่วยหายใจ แต่ทั้งนี้จะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ในการเลือกใช้วิธีการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม

น่าสนใจว่าในปัจจุบัน แนวโน้มของการฉายรังสีรักษาโรคมะเร็งมีสูงขึ้น เนื่องจากสามารถรักษาอวัยวะเอาไว้ เช่น หากป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ก็จำเป็นต้องตัดเต้านมทิ้ง แต่ปัจจุบันนั้นเพียงแค่ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกจากนั้นจึงฉายรังสีซ้ำเพื่อให้หายขาด ก็จะคงสภาพทรวงอกเอาไว้ได้ หรือแทนที่จะตัดกระเพาะปัสสาวะทิ้ง ผู้ป่วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะก็จะได้รับการฉายรังสีและให้ยาแทน เพื่อที่จะรักษากระเพาะปัสสาวะไว้ บทบาทของการฉายรังสีจึงมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายชนิด การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องถ่ายภาพโพสิตรอน (PET Scan) และการเอ็กซ์เรย์ด้วยเครื่อง MRI ซึ่งช่วยให้การรักษามีความแม่นยำยิ่งขึ้น
“ด้วยวิทยาการและเทคนิคที่ทันสมัยทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งให้หายขาดได้ อีกทั้งยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา นี่คือกระบวนการรักษาที่ศูนย์มะเร็ง SiPH  เตรียมพร้อมไว้เพื่อดูแลผู้ป่วย” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งกล่าว
 

 
“ตรวจคัดกรองมะเร็ง” รักษาแบบเชิงรุก
นอกเหนือจากความสามารถในการรักษาที่ดีแล้ว ศูนย์มะเร็ง SiPH ยังให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองค้นหาโรคมะเร็งในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงหรือกังวลสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง โดยมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการตรวจคัดกรอง ด้วยการออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และ/หรือสูบบุหรี่จัด เป็นต้น
ศูนย์มะเร็ง SiPH  ยังมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแบบใหม่ ด้วยเครื่องเอกซเรย์บริเวณทรวงอกแบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ(Low-dose CT scan) ช่วยในการตรวจหาจุดหรือก้อนมะเร็งปอดขนาดเล็กที่ไม่สามารถตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ปอดแบบธรรมดา ทำให้ผู้ป่วยได้รับรังสีในปริมาณที่น้อยลง เมื่อเทียบกับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทั่วไปอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หายขาดจากการเป็นมะเร็งก็คือ การค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ดังนั้น การวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องสำคัญทางศูนย์มะเร็ง SiPH  มีเครื่องมือในการตรวจที่มีประสิทธิภาพสูง ยกตัวอย่าง เช่น PET CT scan ซึ่งเป็นการตรวจในระดับการทำงานของเซลล์ โดยฉีดสารเภสัชรังสีที่มีอนุพันธ์กลูโคสเข้าไปในร่างกาย หากก้อนเซลล์มีการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นเซลล์ที่อาจเติบโตกลายเป็นมะเร็งในอนาคต นี่จึงถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยในการค้นหามะเร็งที่ดี นำไปสู่การวางแผนรักษาที่เหมาะสม ทำให้โอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้น ดังเช่นดาราสาวฮอลลิวู้ดชื่อดัง แองเจลิน่า โจลี ที่ตัดสินใจตัดเต้านมทิ้งเพื่อลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ หลังตรวจพบความผิดปกติของยีนที่ชื่อว่า BRCA1ซึ่งเป็นการตรวจพบในระดับพันธุกรรม แม้ยังไม่พบเนื้อร้ายด้วยซ้ำไป “จากองค์ความรู้ของบุคคลากรสู่เครื่องมือที่ศูนย์มะเร็ง SiPH มีอยู่เหล่านี้ จะทำให้โอกาสของคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จนกระทั่งสามารถรักษาหายได้ และทำให้คนที่เป็นมะเร็งมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้  ด้วยกระบวนการรักษาที่ศูนย์มะเร็ง SiPH เตรียมไว้ ต่อสู้กับมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง”

แม้ในประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องตรวจพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม  แต่วิทยาการในปัจจุบันของนานาประเทศก็สะท้อนให้เห็นว่า  มีความก้าวหน้าในการป้องกันและรักษาโรคมะเร็งเกิดขึ้นและยังคงพัฒนาวิธีการรักษาต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
 
หมั่นสังเกต-ดูแลตนเอง-ลดปัจจัยเสี่ยง ทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกันมะเร็ง
เห็นแล้วหรือยังว่า การรักษาโรคมะเร็งเป็นเรื่องที่ง่ายและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ดังเช่นในอดีตที่ครั้งหนึ่ง ผู้คนมีความหวาดกลัววัณโรค ฉันใดก็ฉันนั้น การรักษาโรคมะเร็งในวันนี้จะพัฒนามากขึ้นไปอย่างไม่สิ้นสุด เช่น วิทยาการ “Gene mapping” ที่จะเข้ามาช่วยในการพลิกมิติของการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดและป้องกันได้ เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว
แม้ว่าการป้องกันมะเร็งเป็นเรื่องยาก เนื่องจากทุกวันนี้มนุษย์มีปัจจัยเสี่ยงรอบด้านในการเกิดโรคมะเร็ง ทั้งอาหาร สิ่งแวดล้อม และกรรมพันธุ์ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับเซลล์ต้นกำเนิด แต่สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มมะเร็งในเยื่อบุต่างๆ ซึ่งพบได้บ่อย เช่น ระบบทางเดินอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งทางเดินปัสสาวะ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม นอกจากนั้นยังมี กลุ่มมะเร็งระบบเลือด รวมทั้งกลุ่มมะเร็งเนื้อเยื่อ

แต่สิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง คือ หลีกเลี่ยงการเสพหรือรับประทานของที่ไม่มีประโยชน์ เช่น บุหรี่ สุรา ของปิ้งย่าง หรืออาหารจำพวกไขมัน เพราะจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ดี แม้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไม่เกิดโรคมะเร็งอย่างถาวร แต่หากหยุดกระบวนการที่ไปกระทบกับเซลล์บ่อยๆ ก็จะช่วยให้เซลล์ไม่ผิดรูป หรือกลับกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ฉะนั้นความสมดุลของอาหาร 5 หมู่ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกจากนั้น การออกกำลังกายเป็นประจำก็จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง สร้างสมดุลให้อวัยวะต่างๆ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้หากพบ 7 สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็ง  ได้แก่ การขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง แผลที่ไม่หาย ร่างกายมีก้อนตุ่ม กลืนอาหารลำบาก ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ไฝที่เปลี่ยนไป และไอจนเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที เหล่านี้เป็นทางเลือกที่ทำให้ลดอัตราเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะมะเร็ง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิดอีกต่อไป
มะเร็ง ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
-
-
12 กรกฎาคม 2556
ตั้งแต่เล็กจนโต เรามีทัศนคติที่ไม่ดีมากมายเกี่ยวกับโรคมะเร็ง บางคนคิดว่ามะเร็งเป็นโรคที่ใครเป็นแล้วจะต้องเสียชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น หากทราบข่าวว่าใครเป็นโรคมะเร็ง ก็จะมีการแสดงความเห็นอกเห็นใจและสงสารห่วงใยผู้ที่เป็นโรคมะเร็งขึ้นมาทันที นอกจากนั้น ความหมายของโรคมะเร็งก็คือ “เนื้อร้าย” จะต้องรีบกำจัดเจ้าเนื้อร้ายดังกล่าวออกไปให้พ้นๆ เสีย

หลายคนจึงรู้สึกกลัวโรคมะเร็ง ไม่อยากเป็น และไม่อยากให้คนที่รักเป็นมะเร็งด้วยเหตุผลทั้งปวง แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้ร้ายกาจกว่าโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ มีจำนวนผู้ที่รอดชีวิตจากโรคมะเร็งมากอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันนี้ วิทยาการทางการแพทย์ด้านการรักษาโรคมะเร็งยังก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
 

 
ตรวจพบเร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว
ศ.นพ.พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและโรคมะเร็ง ประจำศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือ SiPH กล่าวว่า “ปัจจุบันนั้นโรคมะเร็งส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้ แต่โอกาสหายขึ้นอยู่กับความรุนแรง และลักษณะการเจริญเติบโตของมะเร็งที่พบ ในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นทวีปยุโรปและอเมริกา มีผลสำรวจว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลดลง เนื่องจากวิทยาการรักษาโรคมะเร็งที่ทันสมัย บวกกับความก้าวหน้าของเครื่องมือคัดกรองโรคมะเร็งต่างๆ ทำให้ตรวจพบการก่อตัวที่ผิดปกติของเซลล์เร็วขึ้น ก่อนเซล์จะผิดรูปกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้โอกาสในการรักษามีมากขึ้นตามไปด้วย”

สิ่งที่สำรวจพบนี้ตรงข้ามกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ที่พบว่าผู้ป่วยมะเร็งยังคงมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดย ศ.นพ.พิทยภูมิ ให้เหตุผลว่า สาเหตุนั้นมาจากวิทยาการและความทันสมัยของเครื่องมือแพทย์ยังด้อยกว่า ดังนั้นการตรวจพบเซลล์มะเร็งจึงช้ากว่า พบเมื่อเซล์ผิดรูปนั้นก็ได้กลายเป็นเนื้อร้ายไปแล้ว การรักษาเมื่อเกิดการลุกลามแล้วจึงยากกว่าการรักษาแต่ต้น โอกาสหายเป็นปกติจึงน้อยลง แนวทางที่จะรอดจากมะเร็งก็คือ “ลด” การเกิดด้วยการ “ค้นหา” ให้พบเร็วที่สุด เพื่อหาวิธีรักษาให้หาย นี่คือความหวังในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งนั่นเอง
                 
ศ.นพ.พิทยภูมิ เสริมอีกว่า ข่าวดีสำหรับประเทศไทยคือ ปัจจุบันมีศูนย์มะเร็งเกิดขึ้นมากมายในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการในการรักษาโรคมะเร็งของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยศูนย์มะเร็ง SiPH ก็ถือเป็นอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีความพร้อมทั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษา และมีความครบถ้วนทั้งองค์ความรู้ของแพทย์และบุคลากรหลายสาขา ซึ่งมีการวางแผนการรักษาร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Multidisciplinary Care” และยังโดดเด่นด้วยความเป็นสถาบันที่รวมแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งสั่งสมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของการเป็นโรงเรียนแพทย์จากรุ่นสู่รุ่น จึงมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งครบทุกสาขาในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีความหลากหลายกว่า 200 ชนิด
               
ยิ่งไปกว่านั้น พบว่าปัจจุบันความเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนจากการรักษานั้นลดลง เนื่องจากความก้าวหน้าในการผ่าตัด รวมทั้งความเชี่ยวชาญของวิสัญญีแพทย์ ทำให้โอกาสในการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ดีขึ้น โดยวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีนั้นมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การผ่าตัด การรักษาด้วยการให้ยา และการฉายรังสี ยกตัวอย่าง เช่น การผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยหุ่นยนต์ (ดาวินชี) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาดีเยี่ยม โดยช่วยให้แผลผ่าตัดเล็กลง เสียเลือดน้อยลง และสามารถเก็บรักษาปลายประสาทไว้ได้มากกว่าวิธีผ่าตัดแบบเดิม ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันวิวัฒนาการทางด้านยาก็มีวิธีการใหม่ คือ การใช้ยาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) ที่ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติในร่างกายเช่นเดียวกับการฉายรังสี ที่สามารถฉายให้ตรงเฉพาะเป้าหมาย (ก้อนมะเร็ง) โดยไม่ทำลายเซลล์รอบข้าง รวมทั้งสามารถฉายอวัยวะที่มีความเคลื่อนไหว เช่น ปอด ตับ ขณะที่ผู้ป่วยหายใจ แต่ทั้งนี้จะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ในการเลือกใช้วิธีการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม

น่าสนใจว่าในปัจจุบัน แนวโน้มของการฉายรังสีรักษาโรคมะเร็งมีสูงขึ้น เนื่องจากสามารถรักษาอวัยวะเอาไว้ เช่น หากป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ก็จำเป็นต้องตัดเต้านมทิ้ง แต่ปัจจุบันนั้นเพียงแค่ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกจากนั้นจึงฉายรังสีซ้ำเพื่อให้หายขาด ก็จะคงสภาพทรวงอกเอาไว้ได้ หรือแทนที่จะตัดกระเพาะปัสสาวะทิ้ง ผู้ป่วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะก็จะได้รับการฉายรังสีและให้ยาแทน เพื่อที่จะรักษากระเพาะปัสสาวะไว้ บทบาทของการฉายรังสีจึงมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายชนิด การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องถ่ายภาพโพสิตรอน (PET Scan) และการเอ็กซ์เรย์ด้วยเครื่อง MRI ซึ่งช่วยให้การรักษามีความแม่นยำยิ่งขึ้น
“ด้วยวิทยาการและเทคนิคที่ทันสมัยทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งให้หายขาดได้ อีกทั้งยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา นี่คือกระบวนการรักษาที่ศูนย์มะเร็ง SiPH  เตรียมพร้อมไว้เพื่อดูแลผู้ป่วย” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งกล่าว
 

 
“ตรวจคัดกรองมะเร็ง” รักษาแบบเชิงรุก
นอกเหนือจากความสามารถในการรักษาที่ดีแล้ว ศูนย์มะเร็ง SiPH ยังให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองค้นหาโรคมะเร็งในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงหรือกังวลสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง โดยมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการตรวจคัดกรอง ด้วยการออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และ/หรือสูบบุหรี่จัด เป็นต้น
ศูนย์มะเร็ง SiPH  ยังมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแบบใหม่ ด้วยเครื่องเอกซเรย์บริเวณทรวงอกแบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ(Low-dose CT scan) ช่วยในการตรวจหาจุดหรือก้อนมะเร็งปอดขนาดเล็กที่ไม่สามารถตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ปอดแบบธรรมดา ทำให้ผู้ป่วยได้รับรังสีในปริมาณที่น้อยลง เมื่อเทียบกับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทั่วไปอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หายขาดจากการเป็นมะเร็งก็คือ การค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ดังนั้น การวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องสำคัญทางศูนย์มะเร็ง SiPH  มีเครื่องมือในการตรวจที่มีประสิทธิภาพสูง ยกตัวอย่าง เช่น PET CT scan ซึ่งเป็นการตรวจในระดับการทำงานของเซลล์ โดยฉีดสารเภสัชรังสีที่มีอนุพันธ์กลูโคสเข้าไปในร่างกาย หากก้อนเซลล์มีการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นเซลล์ที่อาจเติบโตกลายเป็นมะเร็งในอนาคต นี่จึงถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยในการค้นหามะเร็งที่ดี นำไปสู่การวางแผนรักษาที่เหมาะสม ทำให้โอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้น ดังเช่นดาราสาวฮอลลิวู้ดชื่อดัง แองเจลิน่า โจลี ที่ตัดสินใจตัดเต้านมทิ้งเพื่อลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ หลังตรวจพบความผิดปกติของยีนที่ชื่อว่า BRCA1ซึ่งเป็นการตรวจพบในระดับพันธุกรรม แม้ยังไม่พบเนื้อร้ายด้วยซ้ำไป “จากองค์ความรู้ของบุคคลากรสู่เครื่องมือที่ศูนย์มะเร็ง SiPH มีอยู่เหล่านี้ จะทำให้โอกาสของคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จนกระทั่งสามารถรักษาหายได้ และทำให้คนที่เป็นมะเร็งมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้  ด้วยกระบวนการรักษาที่ศูนย์มะเร็ง SiPH เตรียมไว้ ต่อสู้กับมะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง”

แม้ในประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องตรวจพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม  แต่วิทยาการในปัจจุบันของนานาประเทศก็สะท้อนให้เห็นว่า  มีความก้าวหน้าในการป้องกันและรักษาโรคมะเร็งเกิดขึ้นและยังคงพัฒนาวิธีการรักษาต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
 
หมั่นสังเกต-ดูแลตนเอง-ลดปัจจัยเสี่ยง ทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกันมะเร็ง
เห็นแล้วหรือยังว่า การรักษาโรคมะเร็งเป็นเรื่องที่ง่ายและไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ดังเช่นในอดีตที่ครั้งหนึ่ง ผู้คนมีความหวาดกลัววัณโรค ฉันใดก็ฉันนั้น การรักษาโรคมะเร็งในวันนี้จะพัฒนามากขึ้นไปอย่างไม่สิ้นสุด เช่น วิทยาการ “Gene mapping” ที่จะเข้ามาช่วยในการพลิกมิติของการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดและป้องกันได้ เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว
แม้ว่าการป้องกันมะเร็งเป็นเรื่องยาก เนื่องจากทุกวันนี้มนุษย์มีปัจจัยเสี่ยงรอบด้านในการเกิดโรคมะเร็ง ทั้งอาหาร สิ่งแวดล้อม และกรรมพันธุ์ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับเซลล์ต้นกำเนิด แต่สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มมะเร็งในเยื่อบุต่างๆ ซึ่งพบได้บ่อย เช่น ระบบทางเดินอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งทางเดินปัสสาวะ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม นอกจากนั้นยังมี กลุ่มมะเร็งระบบเลือด รวมทั้งกลุ่มมะเร็งเนื้อเยื่อ

แต่สิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง คือ หลีกเลี่ยงการเสพหรือรับประทานของที่ไม่มีประโยชน์ เช่น บุหรี่ สุรา ของปิ้งย่าง หรืออาหารจำพวกไขมัน เพราะจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ดี แม้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไม่เกิดโรคมะเร็งอย่างถาวร แต่หากหยุดกระบวนการที่ไปกระทบกับเซลล์บ่อยๆ ก็จะช่วยให้เซลล์ไม่ผิดรูป หรือกลับกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ฉะนั้นความสมดุลของอาหาร 5 หมู่ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกจากนั้น การออกกำลังกายเป็นประจำก็จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง สร้างสมดุลให้อวัยวะต่างๆ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้หากพบ 7 สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็ง  ได้แก่ การขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง แผลที่ไม่หาย ร่างกายมีก้อนตุ่ม กลืนอาหารลำบาก ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ไฝที่เปลี่ยนไป และไอจนเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที เหล่านี้เป็นทางเลือกที่ทำให้ลดอัตราเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะมะเร็ง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิดอีกต่อไป
 
 

ตับและโรคตับอักเสบ (Medical Link)

          ตับ เป็นอวัยวะที่สำคัญมาก มีหน้าที่หลายอย่าง เช่น การสร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหารประเภทไขมันเก็บสำรองอาหาร โดยการเก็บ glucose ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในรูปของ glucogen และเมื่อร่างกายต้องการใช้ ก็จะทำการเปลี่ยน glucogen มาเป็น glucose

          ตับเป็นแหล่งสะสมวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามินเอ ดีและบี 12 และยังทำหน้าที่ขจัดสารพิษที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ตับยังทำหน้าที่สร้างวิตามินเอจากสารแคโรทีน ซึ่งมีสะสมอยู่ในพวกแครอทและมะละกอสร้างธาตุเหล็ก ทองแดง และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กินและทำลายเชื้อโรค และเป็นแหล่งให้พลังงานความร้อนแก่ร่างกาย

          จะเห็นได้ว่าตับทำหน้าที่สำคัญมากมายให้แก่ร่างกายของเรา ฉะนั้นหากเซลล์ตับถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพไป ก็จะมีผลเสียแก่สุขภาพของเรา เราจึงควรหมั่นตรวจสอบสมรรถภาพของตับอย่างสม่ำเสมอ

          โรคตับอักเสบ หมายถึง โรคที่เซลล์ของตับมีการอักเสบเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการแพ้สารพิษ หรือการติดเชื้อจุลชีพ หรือติดเชื้อไวรัส ปัจจุบันพบว่าส่วนใหญ่ ติดเชื้อจากไวรัส ตับจะบวมโต ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นบริเวณตับ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย บางรายมีไข้ต่ำ ๆ คลื่นไส้ และอาเจียน บางรายตัวเหลืองตาเหลือง

          การทดสอบสมรรถภาพของตับ ทำได้โดยทดสอบทางห้องชันสูตร แต่ผลการทดสอบไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าตับปกติดีร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเสื่อมสภาพไป แต่การทดสอบสามารถบ่งชี้ถึงความเสื่อมสภาพที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ก็มีประโยชน์ในการแยกประเภทของโรค การติดตามการดำเนินของโรค และการติดตามผลการรักษา

          โรคตับอักเสบ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง อาการของผู้ป่วยจะคล้ายคลึงกัน ต้องอาศัยการตรวจเลือดเพื่อดูอาการของตับ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ทราบถึงตัวเชื้อต้นเหตุ และเป็นแนวทางในการดูแลป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคตับอักเสบที่เกิดจากไวรัสต่างชนิดกัน จะมีความรุนแรง และการรักษาต่างกันไป

          เป็นโรคตับจะปฏิบัติตัวอย่างไรดี สำหรับผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง คงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับเหล่านี้พอจะแบ่งออกได้เป็นหัวข้อสำคัญ ๆ 6 อ. คือ

 1.อาหาร

          สำหรับผู้ที่เป็นโรคตับเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นพาหะของเชื้อไวรัสบี ผู้ป่วยเหล่านี้สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน การรับประทานน้ำหวานมาก ๆ ไม่มีรายงานว่าจะทำให้การดำเนินของโรคดีขึ้นกว่าการไม่ได้รับประทานน้ำหวาน 

          อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริโภคอาหารได้ เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารในกรณีเช่นนี้การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตพวกแป้ง และน้ำตาล เป็นหลัก จะทำให้ย่อยอาหารได้ง่าย และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงสำหรับผู้ป่วย ซึ่งเริ่มมีอาการตับแข็งแล้ว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารที่มีรสเค็มจัด เนื่องจากการรับประทานอาหารเค็มสามารถทำให้อาการบวม หรืออาการท้องมานเลวลงได้ ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงขึ้นใหม่ ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บค้างคืน หรืออาหารที่ประกอบขึ้นสุก ๆ ดิบ ๆ การลวก การย่าง

 2.แอลกอฮอล์

          ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิด ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจจะพบรับประทานได้บ้าง แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดบีแบบเรื้อรัง มีหลักฐานชัดเจนพบว่าการรับประทานแอลกอฮอล์ มีส่วนสัมพันธ์โดยตรง ทำให้การดำเนินของโรคลุกลามเร็วขึ้น ถึงแม้ว่าการสูบบุหรี่จะไม่มีผลโดยตรงกับโรคตับ แต่การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อร่างกาย รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดมะเร็งในหลาย ๆ ส่วนของร่างกาย นอกจากปอด ดังนั้น เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงควรจะงดและหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ด้วย

 3.อัลฟาท็อกซิน (Aflatoxin)

          สารอัลฟาท็อกซินเป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา Aspergillus ซึ่งเป็นเชื้อราตระกูลเดียวกับที่พบตามขนมปังที่เก็บไว้นาน ๆ นั่นเอง เชื้อรา Aspergillus บางตระกูลสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า อัลฟาท็อกซินขึ้น ซึ่งสารพิษนี้สามารถชักนำให้เกิดมะเร็งตับได้ เชื้อราชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารบางอย่าง ซึ่งเก็บอย่างไม่ถูกวิธี และมีความชื้น เช่น ถั่ว พริกป่น ข้าวโพด ข้าวสาร เป็นต้น 

          การศึกษาจากประเทศจีนตอนใต้พบว่า อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งตับในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบแบบบีเรื้อรัง ในหมู่บ้านที่มีสารอัลฟาท็อกซินปนเปื้อนในอาหารสูงกว่ากลุ่มประชากรที่เป็นตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง ที่บริโภคอาหารที่ไม่ได้ปนเปื้อนด้วยสารอัลฟาท็อกซินอย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว

 4.อารมณ์ และการพักผ่อน

          บ่อยครั้งทีเดียวที่แพทย์พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง หรือเป็นโรคตับแข็งที่มีอาการทั่วไปสบายดีมากตลอด แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือตรากตรำงานมากเกินไป ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงมีส่วนชักนำให้ตับอักเสบเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการดีซ่าน หรือบางครั้งรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเกิดขึ้นได้ นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว การมีจิตใจที่เบิกบานแจ่มใสก็มีความสำคัญทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย

 5.ออกกำลัง

          ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง และมีอาการที่บ่งว่ามีสภาพการทำงานของตับเหลืออยู่น้อย เช่น ดีซ่าน ท้องมาน ผู้ป่วยเหล่านี้ควรงดออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการเดินหรือนั่งนาน ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ไม่ควรออกกำลังที่จะต้อง
13+วิธีดูแลสุขภาพหน้าร้อน 1.ไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด+ฤดูร้อน+อากาศร้อน+ต้องหาทางช่วยดับความร้อนเพื่อป้องกันความร้อนกระทบร่างกายมากเกินไปเป็นหลักการที่ถูกต้องแต่วิธีการให้ความเย็นแทนที่ที่มีความเย็นนับว่าไม่เหมาะสม 2.เครื่องดื่มที่เหมาะสมในหน้าร้อนควรดื่มน้ำเยอะๆเพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมากควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้วหรือจะเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาลเกลือแร่หรือสมุนไพรอื่นๆก็สามารถเลือกได้3.ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรกความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อเสียพลังเมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออกจะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างในทำให้เวียนหัวรู้สึกหนักหัวไม่สดชื่อแจ่มใสอาจทำให้เป็นหวัดได้4.การนอนพักผ่อนควรนอนหลับให้เพียงพอ5.อย่างดอาหารเช้าเพราะร่างกายต้องการสารอาหารเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนักด้วยแต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งขัดขาวหรือของทอดของมันหากควบคุมอาหารแล้วยังรู้สึก ท้องอืด และ อึดอัดอยู่  นักโภชนาการแนะนำให้ดื่มน้ำชา ปปเปอร์มิ้นต์ ช่วยขับลม จะทำให้รู้สึกสบายขึ้น 6.ดูแลสุขภาพของเด็กโดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และทางเดิน 7.หญิงตั้งครรภ์กับการปฏิบัติตัวในหน้าร้อนคือต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นหวัดห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป 8.บุคคลที่ต้องระวังให้มากคนสูงอายผู้ที่มีระบบย่อยที่ไม่ดี และคนที่มีม้ามบกพร่องผู้ที่มีลักษณะสามอย่างที่กล่าวมานั้นเมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดดถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื้นสะสมในร่างกายอาการที่แสดงออกคือ ท้องเสียติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อนเป็นต้น 9.อย่าทาครีมกันแดดอย่างเร่งรีบ แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ทาให้ทั่วถึงแม้แต่ในร่มผ้าด้วย โดยทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงและหลังว่ายน้ำแม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นสูตรกันน้ำก็ตามโดยควรเลือกที่มีส่วนผสมของ MexorylและTinosorb เพราะสามารถกรอง รังสียูวีเอและยูวีบีได้ดีเช่นVichy%2C Nivea และ AmbreSolaireจากGarnier 10.อากาศร้อนจัดมีผลต่อ อารมณ์หงุดหงิดและหดหู่ จากสถิติผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชายดังนั้นลองออกไป เดินเล่นช่วงบ่ายแก่ๆหรือช่วงที่คนไม่มากสิ่งสำคัญคือพยายามกระฉับกระเฉงเข้าไว้11.หากผิวแสบร้อนจากการโดนแดดแพทย์ผิวหนังแนะนำให้กินยาแอสไพรินเพื่อลอาการเจ็บปวดแล้วลองแช่ตัวในอ่างน้ำอุณหภูมิร่างกายโดยใส่ออยล์สำหรับแช่อาบจากนั้นบำรุงผิวด้วยโลชั่น 12.ลองทำ+สเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียมอย่างง่ายๆคือน้ำกรองบริสุทธิ์2ออนซ์ใส่เอสเซ็นเชียลออยล์กลิ่นลาเวนเดอร์9หยดกลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์2หยดและสเปียร์มิ้นต์ 1 หยดผสมรวมกันแล้วใส่กระบอกฉีดสำหรับพกติดตัว 13. หากต้องออกไปเผชิญอากาศร้อนภายนอกควรใช้เครื่องสำอางเนื้อครีมที่ปัจจุบันมีเนื้อแห้งเหมือนแป้งหากหน้ามันปัดทับด้วยบรอนเซอร์หรือแป้งชนิด&oq

© copyright , 2013. Engine by MakeReadyWeb.com All rights reserved.